วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เกษตรกรยาสูบภาคเหนือเร่งเสริมความรู้ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก



ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อเตรียมความพร้อมสู่การประกอบการภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC)” ห้องประชุมดอยตุง โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบไทยในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 100 รายเข้าร่วมการสัมมนา 




การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบเกี่ยวกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและสามารถปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาฯ ข้อกำหนดอื่น รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่อาจมีขึ้นในอนาคต ตลอดจนสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตภายใต้หลักความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการจัดการดิน น้ำ รวมถึงการใช้สารเคมี    เพื่อยกระดับมาตรฐานและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานความร่วมมือกันในด้านต่างๆ อีกด้วย



นายอัจฉริยะ วัฒนาพร ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ยาสูบจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การปลูกใบยาสูบในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนั้นเป็นอาชีพที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ยาสูบทำให้ครอบครัวนับหมื่นแสนมีรายได้ที่มั่นคงและเป็นพืชที่ช่วยสร้างรายได้ภาษีให้กับประเทศมหาศาล แต่ปัจจุบันชาวไร่ยาสูบกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสูบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราภาษียาสูบที่ซับซ้อนและสูงเกินไปซึ่งส่งผลให้บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าเติบโตขึ้นมาก สวนทางกับบุหรี่ของการยาสูบแห่งประเทศไทยที่มียอดขายลดลง ปริมาณและราคารับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรจึงลดลงตาม ทั้งนี้รวมถึงผู้ประกอบการและแรงงานในระดับชุมชนตลอดห่วงโซ่การเพาะปลูกและจัดจำหน่ายใบยา เช่น โรงบ่มใบยา และแรงงานตามฤดูกาล เป็นต้น เมื่อการผลิตลดลงก็ส่งผลต่อรายได้ของแรงงานในชุมชนด้วย ส่วนรัฐก็เก็บภาษีบุหรี่ได้น้อยลง ในขณะที่การปราบปรามบุหรี่เถื่อนซึ่งเป็นปัญหาหลักของอุตสาหกรรมไม่เคยสาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้  




นายอัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า เรื่องสำคัญซึ่งมีผลต่อการกำหนดชีวิตของชาวไร่ยาสูบและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็คือ กฎระเบียบและนโยบายต่างๆ ของไทยที่อนุวัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมส่วนประกอบ การตลาด บรรจุภัณฑ์ และภาษี ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาไม่ถูกพูดถึงเท่ากับผลกระทบต่อตลาดปลายน้ำ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจากอนุสัญญาฯ วันนี้ชาวไร่ยาสูบกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น กลายเป็นผู้รับภาระของนโยบายควบคุมยาสูบโดยตรง 




มาตรา 17 และ 18 ของอนุสัญญาฯ ระบุว่า ประเทศภาคีควรส่งเสริมการหาทางเลือกที่ยั่งยืนแทนการปลูกยาสูบ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการที่มุ่งให้ชาวไร่ยาสูบเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกเพื่อทดแทนนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานใบยาสูบอย่างมีนัยยะสำคัญ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นก็ยังขาดการส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือกและอาชีพทดแทน แต่ชาวไร่ยาสูบก็ยังสู้ เพราะการทำไร่ยาสูบเป็นอาชีพสุจริตที่เลี้ยงชีพเรามาหลายชั่วอายุ วันนี้เราพยายามปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง งานสัมมนาในวันนี้ก็คือรูปธรรมหนึ่งของความพยายามนายอัจฉริยะ กล่าว



ด้าน ดร.ทัตพร คุณประดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยากรในการสัมมนาครั้งนี้ อธิบายว่า วันนี้เกษตรกรผู้ปลูกใบยาในภาพเหนือได้มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้เรื่องการจัดการน้ำ ดิน และการติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อการลดความเสื่อมโทรมของดิน การจัดการและใช้พื้นที่การเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและผลกระทบจากมลพิษทางสารเคมีต่อวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมด้านดินและน้ำรวมทั้งการจัดการน้ำชุมชนเพื่อความยั่งยืนในการใช้น้ำในภาคการเกษตร และการอุปโภคและบริโภคนับว่าเป็นความพยายามตอบโจทย์มาตรา 18 อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ในด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร 




ดร.ทัตพร ยังกล่าวด้วยว่า เกษตรกรผู้ปลูกใบยานั้นมีองค์ความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันโลกมีความท้าทายใหม่ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และมีคุณค่าที่มนุษย์ให้ความสำคัญมากขึ้น อาทิ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เพื่อปรับตัวของเกษตรกรจึงสำคัญอย่างยิ่ง งานสัมมนาในวันนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากสถาบันการศึกษาไปสู่เกษตรกร ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอีกด้วย นี่จะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่นำไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไปในอนาคต





วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

CIAME Asia 2025 เปิดฉากยิ่งใหญ่! 3 สมาคมยักษ์ใหญ่จากจีนผนึกกำลังจัดเต็ม โชว์เคสรถแทรกเตอร์และรถตัดอ้อยรุ่นล่าสุด

 


กรุงเทพฯ, 23 กรกฎาคม 2568งานแสดงสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรนานาชาติแห่งเอเชีย หรือ CIAME Asia 2025 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ฮอลล์ 8 อิมแพค เมืองทองธานี สร้างความคึกคักให้วงการเกษตรกรรมไทย โดยมีผู้ประกอบการและเกษตรกรจากทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียนหลั่งไหลเข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คนในวันแรก เพื่อสัมผัสสุดยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร


ความสำเร็จของงานครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือของ 3 สมาคมหลักแห่งวงการเครื่องจักรกลการเกษตรจีน ได้แก่

สมาคมผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศจีน (CAMDA), สมาคมผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศจีน (CAMMA), และ สมาคมเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศจีน (CAMA) ที่ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย (TSAE) ในการสร้างสรรค์เวทีธุรกิจครั้งสำคัญนี้

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก คุณภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้แสดงสินค้ากว่า 150 บริษัท ที่นำทัพสินค้ากว่า 350 แบรนด์มาจัดแสดง โดยไฮไลท์สำคัญคือการยกทัพเครื่องจักรกลการเกษตรจากแบรนด์ชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดอาเซียน


ไฮไลท์โซนจัดแสดงทัพเครื่องจักรกลจากจีน

ภายในงาน CIAME Asia 2025 ผู้เข้าชมงานต่างให้ความสนใจเป็นพิเศษกับโซนจัดแสดงเครื่องจักรกลการเกษตรจากจีน ซึ่งนำเสนอโซลูชันที่แข็งแกร่ง ทนทาน และคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้:

มหกรรมรถแทรกเตอร์: ขนทัพรถแทรกเตอร์หลากหลายขนาดและแรงม้าจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง FM World, และ Dongfeng มาให้เกษตรกรได้สัมผัสและเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ทั้งรุ่นเล็กสำหรับงานสวนและไร่ขนาดกลาง ไปจนถึงรุ่นใหญ่กำลังสูงสำหรับงานไร่อ้อยและมันสำปะหลัง


โซลูชันเพื่อชาวไร่อ้อย: จัดแสดง รถตัดอ้อย ประสิทธิภาพสูงจาก และแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำไร่อ้อยสมัยใหม่โดยเฉพาะ สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียผลผลิต และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เครื่องจักรดูแลสวนและภูมิทัศน์: นำเสนอ รถตัดหญ้านั่งขับและรถตัดหญ้าอเนกประสงค์หลากหลายรุ่น เหมาะสำหรับดูแลพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สวนผลไม้ สนามกอล์ฟ และพื้นที่สาธารณะ




วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

เชียงใหม่,18 กรกฎาคม 2568 – บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN ผู้นำธุรกิจแปรรูปข้าวโพดหวานและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ภายใต้แบรนด์ “KC” จัดการประชุม Mid-Year Meeting 2025 ณ สำนักงานใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสรุปผลงานครึ่งปีแรก พร้อมกำหนดกลยุทธ์ครึ่งปีหลังรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยมีศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการบริษัท คณะกรรมการ ที่ปรึกษา และผู้บริหารระดับสูงร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ด้วยการปรับกลยุทธ์ด้านการขาย การลงทุนเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ SUN สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิม ขยายตลาดใหม่ได้ต่อเนื่อง และรักษาระดับรายได้และกำไรในระดับที่น่าพึงพอใจ สำหรับครึ่งปีหลัง SUN ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุก ภายใต้ธีม “ปรับเกม – ลงทุน – ขยายโอกาส” เพื่อรับมือบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเน้นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ อาทิ • โครงการ Mini Factory 2 ขยายกำลังการผลิตสินค้า Ready-to-Eat (RTE) • โครงการ Tetra Pak ยกระดับคุณภาพและภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ • การจัดตั้ง สำนักงานกรุงเทพฯ เพื่อเสริมประสิทธิภาพธุรกิจในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์และการส่งออก นอกเหนือจากกลยุทธ์ทางธุรกิจ SUN ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “บุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร” ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพทีมงาน ปรับโครงสร้างให้รองรับการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมการเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความคล่องตัว ความยืดหยุ่น และความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนภายในองค์กร การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อน SUN สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สะท้อนถึงองค์กรที่พร้อม “ปรับ เปลี่ยน และนำหน้า” ในโลกที่ไม่หยุดนิ่ง

เชียงใหม่,18 กรกฎาคม 2568 – บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชนหรือ SUN ผู้นำธุรกิจแปรรูปข้าวโพดหวานและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ภายใต้แบรนด์ “KC” จัดการประชุม Mid-Year Meeting 2025  สำนักงานใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสรุปผลงานครึ่งปีแรก พร้อมกำหนดกลยุทธ์ครึ่งปีหลังรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยมีศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการบริษัท คณะกรรมการ ที่ปรึกษา และผู้บริหารระดับสูงร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ด้วยการปรับกลยุทธ์ด้านการขาย การลงทุนเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ SUN สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิม ขยายตลาดใหม่ได้ต่อเนื่อง และรักษาระดับรายได้และกำไรในระดับที่น่าพึงพอใจ

สำหรับครึ่งปีหลัง SUN ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุก ภายใต้ธีม “ปรับเกม – ลงทุน – ขยายโอกาส” เพื่อรับมือบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคโดยเน้นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ อาทิ

 • โครงการ Mini Factory 2 ขยายกำลังการผลิตสินค้า Ready-to-Eat (RTE)

 • โครงการ Tetra Pak ยกระดับคุณภาพและภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์

 • การจัดตั้ง สำนักงานกรุงเทพฯ เพื่อเสริมประสิทธิภาพธุรกิจในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์และการส่งออก

นอกเหนือจากกลยุทธ์ทางธุรกิจ SUN ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “บุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร” ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพทีมงาน ปรับโครงสร้างให้รองรับการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความคล่องตัว ความยืดหยุ่น และความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนภายในองค์กร

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อน SUN สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนสะท้อนถึงองค์กรที่พร้อม “ปรับ เปลี่ยน และนำหน้า” ในโลกที่ไม่หยุดนิ่ง

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

เริ่มแล้ว! AgriSpark Hackathon – Hack the Hills 2025 ร่วมเฟ้นหานวัตกรรมเกษตรลดการเผาชิงรางวัลมูลค่า 20,000 บาทส่งผลงานได้ถึง 31 ก.ค.68

 


โครงการเยอรมันไทยด้านการเกษตร (GETHAC/จีแทคร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร (DoAE) เชิญชวนเกษตรกร นักศึกษา นักพัฒนา นักประดิษฐ์ วิศวกรและนวัตกร ร่วมพลิกโฉมการเกษตรของประเทศไทยผ่านการนำเสนอไอเดียหรือนวัตกรรมทางการเกษตร เพื่อช่วยลดปัญหาการเผาบนพื้นที่สูง  

AgriSpark Hackathon – Hack the Hills 2025 คือการแข่งขันแฮคคาธอนด้านนวัตกรรมการเกษตร  เพื่อมุ่งเน้นหาแนวทางในการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรบนพื้นที่ลาดชัน บนเขาสูงทางภาคเหนือของประเทศไทยเพื่อลดปัญหาการเผาที่ทำลายหน้าดิน ทำให้เกิดอนุภาค PM 2.5 ที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และส่งผลทำให้สถานการณ์โลกร้อน ภูมิอากาศแปรปรวน ทวีความรุนแรงขึ้น   

งาน AgriSpark Hackathon – Hack the Hills 2025 ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม Hack the Hills! โดยมีโจทย์ที่ท้าทาย 2 หัวข้อ ให้ผู้เข้าแข่งขันได้ลองคิดสร้างสรรค์แนวทางแก้ไขปัญหา และพัฒนานวัตกรรม เพื่อร่วมชิงรางวัลชนะเลิศมูลค่า 20,000  ได้แก่

หัวข้อที่ 1 – From Hill to Road นำเสนอโจทย์โดย Enable Earth  

เมื่อการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูงยังคงมีอยู่ และการเผาในทุกปีนั้นเกิดจากความพยายามทำลายวัสดุเหลือใช้ที่ถูกมองว่าไม่มีประโยชน์อย่าง ต้น ใบและซัง Enable Earth จึงค้นพบวิธีที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ด้วยการนำไปเผาเป็นถ่านไบโอชาร์ (biochar) เพื่อใช้ประโยชน์ในหลาย  ด้านเมื่อเศษเหล่านี้มีทั้งมูลค่าและคุณค่าที่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจัดการกับวัสดุเหลือใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวมากขึ้นประเด็นก็คือ  “เราจะสามารถนำวัสดุเหลือใช้ของข้าวโพดที่อยู่บนพื้นที่ลาดชันลงมาสู่ถนนที่รถสามารถเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าได้อย่างไร โดยที่ต้องไม่ทำลายหน้าดิน” 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://enableearth.eco/#agrispark 

หัวข้อที่ 2 – Burn No More นำเสนอโจทย์โดย German-Thai Agricultural Cooperation (โครงการจีแทค)  

โครงการจีแทคมีการทำโครงการกับพืชหลักหลายชนิดและในหลายพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือพืชข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูง โดยมีความพยายามในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างกาแฟ ซึ่งการปรับเปลี่ยนในลักษณะจะต้องใช้เวลาที่นาน กว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งหมด ดังนั้น สำหรับในพื้นที่สูงที่ยังมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดอยู่นั้น “จะมีวิธีใดบ้างที่สามารถช่วยย่อยหรือจัดการกับวัสดุเหลือใช้บนพื้นที่ลาดชันบนภูเขาหรือพื้นที่ห่างไกลได้โดยตรงในแปลง เพื่อลดปัญหาการเผา” 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gethac.com/hackathon 

สำหรับผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย Finalists จะได้นำเสนอผลงานแบบ pitching ตัวต่อตัว ทีมต่อทีม ต่อหน้าคณะกรรมการ และผู้ร่วมงานทั้งจากประเทศไทยและหลายภูมิภาคทั่วโลก ในงาน AGRIFUTURE Conference 2025 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24 กันยายน 2568   True Digital Park กรุงเทพฯ 

ร่วมนำเสนอไอเดีย และส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2568 ได้ที่https://forms.gle/mRiJ3sAbkoeKpUaM9 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์AgriSpark https://www.agrispark.net    

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2567

“THAICID” ร่วมกับ กรมชลประทาน เปิดเวที งานสัปดาห์เครือข่าย THAICID-NWIKS 2024


นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัปดาห์เครือข่าย THAICID เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการ ประจำปี 2567 (The THAICID Network Week for Integrated Knowledge Sharing 2024 : THAICID-NWIKS 2024) โดยมีคณะผู้บริหารกรมชลประทาน คณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมงานดังกล่าว หอประชุมชูชาติ กำภู สถาบันพัฒนาการชลประทาน กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี


นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน ประธานคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) เปิดเผยว่างานสัปดาห์เครือข่าย THAICID เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการ ประจำปี 2567” ที่ 7 สถาบันพัฒนาการชลประทาน กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) กรมชลประทาน สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เครือข่ายสถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการและเอกชน โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการค้นคว้าพัฒนาเทคโนโลยีหรืองานวิจัยทางด้านการชลประทานและการระบายน้ำมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สังคมไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในอนาคตโดยหัวใจหลักของงาน คือการเสริมสร้างระบบชลประทานแบบ SMART และมีส่วนร่วมเพื่อรองรับกระแสความไม่แน่นอนของโลกและความแปรปรวนรุนแรงของสภาพอากาศ (The Promotion of Smart and Participatory Irrigation Management for Coping with Global Uncertainty and Extreme Climate Variability) โดยคาดหวังว่า ผลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะนำมาซึ่งองค์ความรู้และแนวทางขับเคลื่อนงานชลประทานและการระบายน้ำให้สามารถเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยให้ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมที่เหมาะสม มีความเข้มแข็งของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน นำไปสู่ปรับตัวให้เท่าทันกระแสความไม่แน่นอนของโลกและความแปรปรวนรุนแรงของสภาพอากาศ หมายรวมถึงสังคมความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วย

 


สำหรับกิจกรรมภายในงาน THAICID-NWIKS 2024 “มีการประชุมวิชาการระดับชาติ 17th THAICID National Symposium 2024 นำเสนอแนวการเสริมสร้างระบบชลประทานแบบ SMART และมีส่วนร่วมเพื่อรองรับกระแสความไม่แน่นอนของโลกและความแปรปรวนรุนแรงของสภาพอากาศ จากวิทยากรทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งการเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ AWD Field Talk (Chapter5) เรื่องเล่าจากแปลงนา "ไปต่อ... นาเปียกสลับแห้ง เพิ่มรายได้ ลดโลกร้อน" ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการเสวนาวิชาการ Chapter 4 ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดงตาล Software Days ภายใต้หัวข้อ"Digital Transformation for Adaptation on Climate change" นำเสนอผลงานความสำเร็จของการนำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ จากวิทยากรที่มีประสบการณ์การใช้งานโดยตรง พร้อมด้วยการนำเสนอผลงานทางวิชาการ สิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการน้ำ อีกหนึ่งสีสันในงานยังสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าผลผลิตทางการเกษตรได้อีกด้วย ดังนั้นจะเห็นว่า งาน THICID-NWIKS ล้วนเกิดจากการมีส่วนร่วมจากเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการพลิกโฉมการชลประทานเพื่อความยั่งยืนในอนาคต





เกษตรกรยาสูบภาคเหนือเร่งเสริมความรู้ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “ เตรียมความพร้อมสู่การประกอบการภายใต้กรอ...